ไอโอทีกับอาชีพนักพัฒนา

ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรถูกออกแบบและสร้างมาเพื่อมนุษย์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหลังบ้าน เช่น การจัดการเรื่องทรัพยากรมนุษย์ งานขาย การตลาด การเงิน บัญชี การวางแผน และเรื่องลูกค้าสัมพันธ์ บริษัทหลายต่อหลายแห่งเติบโตกลายเป็นยักษ์ในวงการเทคโนโลยีได้ก็เพราะแนวคิดและแนวทางปฏิบัติแบบนี้

พลังงานและทรัพยากรเกือบทั้งหมดถูกทุ่มลงไปในการทำให้กระบวนการทำงานภายในดีขึ้น รวดเร็ว และถูกต้องมากขึ้น รวมถึงการเรียนรู้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกิดหน้าที่หน้างานและหลังบ้าน แต่เราก็รู้กันอยู่แก่ใจว่าถึงเราจะทุ่มเทแค่ไหนในเรื่องนี้ ข้อมูลตั้งต้นที่ผิดพลาดและคลาดเคลื่อนก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผลลัพธ์ที่ปลายทางนั้นไม่มีคุณภาพ เราไปไกลได้เท่ากับคุณภาพของคนที่ทำงานเท่านั้น … เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีเพดานอยู่และตอนนี้เรากำลังยืนหัวชนเพดานที่ว่านั้นแล้ว เราเดินมาถึงทางตัน

แต่ก็ยังเป็นโชคดีของเรา ด้วยการแพร่กระจายของเทคโนโลยีที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ต ออฟ ติงส์ — ไอโอที (Internet of Things — IoT) หรือภาษาไทยคืออินเตอร์เน็ตประสานสรรพสิ่ง เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้และสร้างคุณค่ามหาศาลให้เกิดขึ้นกับสังคมผ่านทางซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่สร้างซอฟต์แวร์ยุคใหม่ ซอฟต์แวร์ที่สร้างแนวทางใหม่ในการสร้างและเก็บข้อมูล ซอฟต์แวร์ที่ใช้ประโยชน์จากคำว่าบิ๊ก เดต้าและแมชชีน เลิร์นนิ่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ซอฟต์แวร์ที่ช่วยเราสร้างสังคมที่แม่นยำ (Precision Society)

คำถามไม่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะมาถึงหรือไม่? มันมาถึงแล้วแน่นอน คำถามที่แท้จริงคือเราอยากเป็นส่วนหนึ่งของมันรึเปล่า?

ไอโอทีคือคำที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างที่เรารู้จัก รวมถึงโอกาสในการก้าวหน้าทางอาชีพด้วย เพราะไอโอทีต้องการอะไรที่แปลกใหม่ ไอโอทีนำมาซึ่งอะไรที่แตกต่าง

1️⃣ เอดจ์ ดีไวซ์ (Edge Device) — ซอฟต์แวร์ที่เคยอยู่บนเมนเฟรม มาอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ มาอยู่บนคลาวด์ มาอยู่ในโทรศัพท์มือถือ สังเกตเห็นมั้ยว่าซอฟต์แวร์เล็กลงเรื่อยๆและอยู่ใกล้เหตุการณ์และใกล้ตัวมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ไอโอทีจะทำให้ซอฟต์แวร์เข้าไปอยู่ในสวนผลไม้ บนภูเขานำ้แข็ง ใต้ทะเล ในทุกๆที่ที่เราจินตนาการได้ ซอฟต์แวร์จะไปอยู่ตรงนั้น เราเรียกสิ่งนี้ว่าเอดจ์ ดีไวซ์ หรืออุปกรณ์ที่อยู่สุดขอบที่คอยทำหน้าที่รับข้อมูล ประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสั่งงานบางอย่างกลับไปที่ฮาร์ดแวร์เพื่อตอบสนองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมที่สุด

2️⃣ สตรีมมิ่ง (Streaming) — เรารู้จักสตรีมมิ่งกันดี ใครที่ดูยูทูป เน็ตฟลิกซ์ ระบบเหล่านี้ถูกวางอยู่บนพื้นฐานโครงสร้างที่สนับสนุนการส่งข้อมูลแบบสตรีมมิ่ง แบ่งเล็กๆแต่ส่งเรื่อยๆเป็นเวลานานๆ สตรีมมิ่งมีมานานแล้วไอโอทีเข้ามาเปลี่ยนอะไร? มันเปลี่ยนเส้นทาง จากเดิมการสตรีมมิ่งเริ่มต้นจากเซิร์ฟเวอร์ไปหาไคลเอ้นท์ (เวป บราวเซอร์, และแอพ) แต่ไอโอทีกำลังสร้างความท้าทายแบบใหม่ด้วยการสตรีมมิ่งจากไคลเอ้นท์ (เซนเซอร์, และเอดจ์ ดีไวซ์) กลับไปที่เซิร์ฟเวอร์ น่าสนใจมั้ยหละ? กับการออกแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่กลับด้านแบบนี้

3️⃣ คลาวด์ อินฟรา (Cloud Infra) — คลาวด์ รู้จักอยู่แล้ว น่าเบื่อ เดิมๆ? ไม่หรอก คลาวด์ยุคแรกถูกสร้างมาให้มนุษย์ใช้งาน เราเรียกสิ่งนี้ว่าอินเตอร์เน็ต ออฟ พีเพิ่ล —ไอโอพี (Internet of People — IoP) สิ่งต่างๆหรือติงส์ (Things) ไม่เหมือนคนตรงที่ติงส์ส่งข้อมูลได้ต่อเนื่องไม่มีวันหยุดไม่มีวันเหนื่อย ส่งได้ถี่ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ทุกนาที? ทุกวินาที? หลายๆครั้งต่อวินาที ได้หมด ความน่าสนใจอยู่ตรงนี้ … สมมติว่าเรามีเซนเซอร์หรืออุปกรณ์ไอโอทีอยู่ 100 ชิ้น (แค่ 100 เองนะ) โดยแต่ละชิ้นมีหน้าที่ส่งข้อมูลวินาทีละ 1 ครั้ง ในหนึ่งวันเราจะได้รับอัพเดททั้งสิ้น 8,640,000 ครั้ง ถ้าลองคิดเล่นๆว่าทุกๆอัพเดทคือข้อมูลหนึ่งแถวในเดต้าเบสแบบเดิมๆของเรา (RDBMS) นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วนะ ถ้ามีอุปกรณ์ 1,000 ชิ้น ปริมาณจะเพิ่มไปอีก 10 เท่ากลายเป็น 86,400,000 ครั้งต่อวัน เดือนละ 259,200,000 ครั้ง ผมว่างานนี้ไม่น่าเบื่อแล้วหละ

4️⃣ คอนเวอเซชั่นนอล ยูไอ (Conversational UI) — มีคนถามผมว่าในอนาคตยูไอจะเปลี่ยนไปทางไหน ผมตอบอย่างค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะลดรูปลงเยอะด้วยความฉลาดของเทคโนโลยี คำว่าคอนเวอเซชั่นนอล ยูไอคือการมียูไอที่ตอบโต้ได้เหมือนคนคุยกัน เรากำลังพูดถึงว๊อยส์คอมมานด์ (Voice Command) เรากำลังพูดถึงแชทบ๊อต (Chatbot) และในอนาคตจะมีอะไรแปลกๆมาอีกมากอย่างการสั่งงานด้วยการมองด้วยสายตา การสั่งงานโดยตรงสมอง ยูไอจะแทบไม่เหลือปุ่ม ยูไอต้องตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายที่สุด ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่กำลังถูกพัฒนาด้วยการมาของไอโอที

5️⃣ โอเพ่น แพล็ตฟอร์ม (Open Platform) — ไม่มีใครอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวมานานแล้ว ยิ่งในโลกของไอโอทียิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครเชี่ยวชาญทุกเรื่องในทุกเทคโนโลยีและทุกอุตสาหกรรม การรวมตัวกันเพื่อสร้างธุรกิจเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด และคนที่กำลังทำซอฟต์แวร์ในวงการนี้ต้องพึ่งระลึกไว้เสมอว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่แอพพลิเคชั่นแต่มันต้องเป็นแพล็ตฟอร์ม แพล็ตฟอร์มที่เปิดเพื่อให้คนอื่นติดต่อเข้ามาใช้งาน มันเป็นเรื่องของเอพีไอ (API) ความปลอดภัย (Security) และการขยายตัว (Scalability) ที่จะถูกมองข้ามไม่ได้ ทุกอย่างถูกเชื่อมโยงกลับไปที่คลาวด์ อินฟรา ถ้าเราคนเดียวมีอุปกรณ์ 1,000 ชิ้น แต่ผู้ใช้บริการบนแพล็ตฟอร์มของเรามี 10,000 ชิ้นหละ? อะไรจะเกิดขึ้น

6️⃣ บิ๊ก เดต้า อะนาไลติกส์ (Big Data Analytics) — ไอโอทีบังคับให้เราต้องคิดถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วที่เราจะมองแค่เดต้าและแอพพลิเคชั่น ถ้าไปไม่ถึงอะนาไลติกส์ก็คือล้มเหลวในการทำไอโอที คนที่เป็นคนออกแบบระบบ คนที่เป็นคนเก็บรวบรวมความต้องการต่างๆของระบบ คนที่ดูแลการพัฒนาโปรดักท์ วันนี้เราพร้อมแค่ไหนกับการมองสินค้าและบริการของเราจากมุมไอโอที? ข้อมูลที่เก็บมาวันละเกือบเก้าล้านเรคคอร์ดเราเอามันไปสร้างประโยชน์อะไรได้บ้าง? เราหยิบมันมาเพื่อปรับปรุงสินค้าและบริการของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้มั้ย? เราทำให้ระบบของเราทำงานดีกว่าเดิมได้มั้ย? เราสามารถสร้างสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดได้ดีกว่าเดิมด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นได้มั้ย? หน้าที่นี้ไม่ใช่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) เพียงเท่านั้น คนที่ทำโปรดักท์คือคนแรกที่ต้องเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร

7️⃣ พริซิชั่น (Precision) — แปลว่าแม่นยำ แม่นเป๊ะ และไอโอทีกำลังจะสร้างสังคมและอนาคตที่แม่นยำขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง ยกตัวอย่างแปลงปลูกผักสลัดที่ใช้การผสมผสานกันของเทคโนโลยีไอโอที เรามีข้อมูลที่แม่นยำอย่างไม่จำกัด ทั้งสภาพดิน น้ำ ลม แสงแดด อุณหภูมิ แรงดัน ความชื้นสัมพัทธ์ ทุกอย่างที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของผักในแปลง ข้อมูลที่ถูกสตรีมเข้ามาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยจะถูกวิเคราะห์อย่างแม่นยำด้วยแมชชีน เลิร์นนิ่ง การสั่งงานที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีจะเกิดขึ้นจากระบบ (ไม่ใช่คน) เช่น เปิดสปริงเกอร์รดน้ำส่วนนี้ของแปลงเป็นเวลานาน 1 นาที หรือปรับเลื่อนม่านกันแดดขึ้น 3 องศา หรือปล่อยให้ลมธรรมชาติผ่านเข้ามาในแปลงเป็นเวลา 30 วินาที ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปเพื่อการสร้างอัตราผลผลิตที่สูงที่สุดที่จะเป็นไปได้ นี่คือโลกแห่งความแม่นยำ ไม่เพียงแปลงเกษตร แต่ในโรงพยาบาล โรงงานผลิต สนามบิน เหมืองถ่านหิน และทุกที่ในโลกนี้

8️⃣ ออโตเมชั่น (Automation) — ออโตเมชั่นเป็นเรื่องเดิมที่พูดกันมานานแล้ว การผลักภาระหน้าที่ที่เป็นงานที่ทำซ้ำๆไปให้ระบบหรือแมชชีนทำ ออโตเมชั่นที่เราคุ้นเคยคืออาร์พีเอ (Robotic Process Automation) ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้แหละ อาร์พีเอถูกใช้กันมากสำหรับงานหลังบ้านด้วยหลักการ “ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น ให้ทำแบบนี้” หรือ “อีฟ ดีส เด็น แด็ท” (If This Then That — IFTTT) และจุดเริ่มต้นของสิ่งนี้มักเกิดจากมนุษย์ เช่น ถ้ามีการอัพโหลดเอกสารประเภทนี้มา จงส่งอีเมล์และไลน์ไปบอกคุณสมสมัย (นามสมมติ) และสร้างแบบฟอร์มร้องขอการอนุมัติไปให้คุณสมฉวี (นามสมมติ) นั่นคือคนและการเริ่มต้นจากคน แต่ออโตเมชั่นกับไอโอทีจะเป็นอีกเรื่องเมื่อจุดเริ่มต้นมาจากติงส์ไม่ใช่คน หลักการเดิมยังใช้ได้อยู่แต่ที่น่าสนใจสุดๆคือผลลัพธ์ไม่ใช่แค่ส่งอีเมล์แต่มันเป็นอะไรที่จับต้องได้ทางกายภาพ มันคือการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อการทำงาน (Rule Engine) เช่น รถทุกคันที่วิ่งเข้าโซนนี้ใช้ความเร็วสูงสุดได้ที่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีก 200 เมตรผมกำลังจะขับเข้าโซนที่ว่านี้แล้ว เหลือบไปดูหน้าปัดตอนนี้วิ่งเกินความเร็วที่กำหนดอยู่ ผมไม่ต้องทำอะไรรถจะทำการลดความเร็วลงให้เองอัตโนมัติ ต่อให้ผมเหยียบคันเร่งแค่ไหนสปีดก็ไม่เพิ่ม นี่คือออโตเมชั่นที่สั่งงานออกมาได้ถึงปลายทางอย่างแท้จริง

9️⃣ โรบอท (Robot) — ไม่พูดเรื่องนี้คงไม่ได้ โรบอทคืออีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นการรวบรวมเอาเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ฮาร์ดแวร์ เครื่องยนต์กลไก ซอฟต์แวร์ เอไอ แมชชีน เลิร์นนิ่ง และไอโอทีซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเปิดทางให้การทำงานประสานกันของทุกเทคโนโลยีนั้นเป็นไปได้ หุ่นยนต์ที่เก็บข้อมูลที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าได้อย่างแม่นยำผ่านเซนเซอร์หลายสิบตัว หุ่นยนต์ที่คุยกันเองรู้เรื่องผ่านช่องทางการสื่อสารเฉพาะตัว หุ่นยนต์ที่คุยกับอุปกรณ์ชนิดอื่นได้เหมือนพูดภาษาเดียวกัน หุ่นยนต์ที่เรียนรู้และลงมือปฏิบัติงานได้อย่างอัตโนมัติด้วยการสั่งงานอันชาญฉลาดของระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้แมชชีน เลิร์นนิ่งในตัว

1️⃣0️⃣ เอ้าคัม-เบส อีโคโนมี (Outcome-Based Economy) — นี่คือจุดสูงสุดของไอโอที ที่มีนักวิเคราะห์หลายต่อหลายสำนักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตลาดไอโอทีจะใหญ่มหึมามหาศาลเพราะเรื่องนี้ ไอโอทีจะเปลี่ยนแปลงสังคมและเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จากเดิมที่เราในฐานะผู้ผลิตสร้างรายได้จากการขายสินค้าและหวังผลต่อเนื่องด้วยการขายการรับประกันและบริการหลังการขาย ผมขายรถผมก็หวังให้ลูกค้ามาซื้อรถของผมไป ผมขายซอฟต์แวร์ผมก็หวังให้ลูกค้ามาซื้อซอฟต์แวร์ของผมไป ความเสี่ยงอยู่กับลูกค้า ถ้ารถห่วยแตกลูกค้าซวย ถ้าซอฟต์แวร์ห่วยแตกลูกค้าก็รับกรรมไป ไอโอทีกำลังสร้างโอกาสใหม่ๆในการขายให้กับบริษัทที่พร้อมเปิดรับความเปลี่ยนแปลง บริษัทไอโอทีจะเน้นขายผลลัพธ์ (Outcome) ที่ลูกค้าต้องการ เช่น ตัวอย่างแรกเราจะไม่ขายเครื่องดักหนูเพราะไม่มีลูกค้าคนไหนอยากได้เครื่องดักหนูแต่อยากได้อาคารที่ปลอดหนู นั่นคือผลลัพธ์ที่ลูกค้าต้องการ เราจึงจะเลือกขายบริการป้องกันหนูอย่างครบวงจร ตัวอย่างที่สองคือแปลงผัก ลูกค้าไม่ได้อยากได้เซนเซอร์หรือระบบซอฟต์แวร์ ลูกค้าอยากเห็นผลผลิตที่สร้างกำไรให้ได้มากที่สุด เราจึงไม่ขายระบบแต่ขายผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เราจะไม่คิดเงินตามจำนวนเซนเซอร์หรือซอฟต์แวร์ที่เราติดตั้งให้แต่เราจะขอส่วนแบ่งจากผลผลิตในแต่ละรอบแทน ถ้าขายแล้วขาดทุนลูกค้าก็ไม่ต้องจ่าย ความเสี่ยงจึงไม่อยู่กับลูกค้า ความเสี่ยงอยู่กับเราแทน แต่อย่าลืมนะว่าตอนนี้เรามีข้อมูลที่ละเอียดยิบเกี่ยวกับทุกอย่างที่จะทำให้พืชชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีที่สุด (จำเก้าล้านเรคคอร์ดต่อวันของเราได้มั้ย?) เราไม่มีอะไรต้องกลัว มันคือสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ และนี่แหละคือโอกาสทางธุรกิจที่ไอโอทีสร้างให้เราได้


ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่คิดและพูดถึงคำว่าไอโอที ผมเชื่อมั่นอย่างเกินร้อยว่ามันคืออนาคตของโลก มันไม่ใช่แค่เทรนด์ที่ถูกจุดขึ้นมาแล้วก็ร่วงหล่นไปเหมือนพลุ มันคือโอกาสในอีก 20 ถึง 30 ปีข้างหน้า (เป็นอย่างน้อย) ที่เราจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโลกและประเทศให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

คำถามคือเราพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อมาเรียนรู้ในสิ่งต่างๆที่กำลังจะมาพร้อมไอโอทีมั้ย? เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่กำลังสร้างซอฟต์แวร์ในยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้คนใช้แต่เป็นสิ่งของใช้มากแค่ไหน?

ผมอยากมาก ผมไม่พร้อมหรอก แต่ผมอยากมากและบริษัทของผมเองก็กำลังพยายามทำแบบนั้นอยู่ด้วยความหวังที่จะสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับสังคมรอบตัวของพวกผมเอง 👩🏻‍💻👨🏽‍💻🌏